‘ปีใหม่’โอกาสพัฒนาชีวิต แต่อย่าเชื่อโซเชียลจนเงิบ!

สัปดาห์นี้มาเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ ในปีใหม่ๆ ที่เชื่อกันว่าเป็นโอกาสที่ดีของชีวิต โดยเฉพาะเทรนด์ดูแลสุขภาพ แต่อย่าฟังโซเชียลมาก เพราะอาจจะเงิบได้ มีอะไรบ้างไปติดตามกัน

เหลืออีกไม่กี่วันก็จะเข้าช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งก็เป็นเทศกาลแห่งความสุขที่คนไทยก็จะได้หยุดยาว 4 วัน มีโอกาสก็ได้กลับไปเยี่ยมเยียนบ้านต่างจังหวัด เลี้ยงฉลอง แลกเปลี่ยนของขวัญกัน ส่งความปรารถนาดีระหว่างกัน เอาจริงก็เห็นว่าในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้ เขาก็ไม่ค่อยจะทำอะไรกันแล้ว เคลียร์งานนิดๆ หน่อยๆ รอหยุดยาว

สิ่งที่ต้องพูดกันตลอดสำหรับวันเทศกาล คือ “เราก็ต้องระวังเรื่องอุบัติเหตุกันมากๆ” ในแต่ละปียอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลของไทยมันก็มากขึ้นเรื่อยๆ มาจากปัญหาเดิมๆที่ผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะส่วนหนึ่งไม่ค่อยจะมีวินัยเท่าไร เอาเร็ว เอารีบตัวเองเข้าว่า หรือที่เขาเรียกว่า “ขับรถเกรียน” บ้างก็อยากปาร์ตี้แต่ไม่ประมาณตนในเรื่องการดื่ม คิดว่าดื่มนิดๆ พอเป็นพิธี…ที่ไหนได้… 2 แก้วไปแล้วเครื่องติดก็ยาว…

พอคนดื่มจน…ไม่ถึงกับขาดสติ แต่ก็เริ่มกรึ่มๆ เป๋ๆ การตัดสินใจอะไรมันก็จะเรียกว่า “ไม่เต็มที่บนหลักการแห่งเหตุผล” หลายคนจะเป็นที่เริ่มเมาๆ แล้วใจร้อน มั่นใจในตัวเองมากขึ้น คิดจะพูดจะทำอะไรก็ทำ รวมไปถึงการขับรถ ยิ่งถ้าขับกลางคืนที่เขาก็ขับกันเร็ว แล้วใจร้อนอีกก็เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

หน่วยงานด้านสุขภาพต่างๆ เขาก็รณรงค์เรื่องเมาแล้วขับกันทุกปี แต่พอเหล้าเข้าปาก หลายคนก็ไม่ค่อยจะกลัวกัน ทางรัฐไม่รู้จะควบคุมเรื่องนี้ยังไง ก็ออกกฎ ออกนโยบายควบคุมการขายมันซะเลย (ขายถึงเที่ยงคืนนั่นไง) บางปีเอ็นจีโอบ้าจี้จะเรียกร้องให้เลิกขายช่วงเทศกาลเสียอีก พอคุมกันมากๆ คนก็หมั่นไส้เอาว่า “จะละเมิดสิทธิเสรีภาพกันไปถึงไหน” แต่ถ้าไม่เข้มคุมเลยมันก็คงจะไม่ได้ เราอาจไม่ใช่พวกเมาแล้วขับ แต่เราก็อาจเป็นเหยื่อคนเมาแล้วขับได้!!

“ความพอดี” ที่สำคัญคือ คนที่ดื่มเอง ถ้าไม่อยากให้รัฐเข้ามาละเมิด เข้ามาจัดการอะไรมาก ก็ต้องทำอะไรตั้งอยู่บนสำนึกแห่งสติ รู้ประมาณตนว่า แค่ไหนถึงจะไม่มีปัญหา ถ้าตั้งใจจะดื่ม “ดับเครื่องชน” คืนนั้นก็หาโรงแรมนอนเสียไม่ต้องขับรถ บางเรื่องถ้าเรารู้จักยับยั้งชั่งใจตัว สังคมรู้จักใช้กฎเกณฑ์ศีลธรรมกำกับใจคน ก็ไม่ต้องให้รัฐควบคุมมาก

นอกจากเรื่องวินัยในการขับขี่ การเมาแล้วขับที่เราต้องระวังกัน ก็ยังมีเรื่องของ “คุณภาพของรถโดยสาร” อีก คงจำได้ว่า ต้นปี 60 ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถตู้โดยสารที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมาย พอเกิดอะไรแบบนี้แน่นอนว่า เราก็ชอบ “วัวหายล้อมคอก” กันที คือเร่งตรวจสภาพรถตู้โดยสารสาธารณะกันใหญ่ และก็พบความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า “มีรถไม่ได้มาตรฐานตั้งเยอะ” หลายคันสภาพก็ไม่ดี วิ่งจนดอกยางโล้น

ตัวผู้ขับขี่รถเองก็ต้องขับขี่กันหามรุ่งหามค่ำ พักผ่อนเพียงพอหรือเปล่าก็ไม่รู้?? พอเห็นผลการ “ล้อมคอก” ที่เกิดขึ้นแล้วก็น่าใจหายว่า ค่าคุณภาพชีวิตของคนไทยมันจะแย่ไปไหม? แย่ตรงที่เราให้ความใส่ใจกับเรื่องความปลอดภัยน้อยไปหรือเปล่า ที่ไม่สนใจกัน เพราะมักง่าย ทำอะไรเอาเร็วเข้าว่าก็ตาม แต่ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาแล้ว “ไม่คุ้ม”

เราก็หวังว่า “ปีใหม่” คือการเริ่มต้นของอะไรใหม่ๆ “เรื่องใหม่ๆ ดีๆ” ที่อยากให้เกิดขึ้น ก็คือเรื่องการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางการคมนาคมนี่แหละ จะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอะไรก็ตามแต่ แต่ไอ้เส้นทางการใช้รถที่มีอยู่ทุกวันนี้ก็ช่วยมาดูแลมันมากกว่านี้หน่อย ไม่ใช่รอให้เกิดเรื่องใหญ่ๆ ถึงมาดูกันที

กลับมาว่าด้วยเรื่องของ “ปีใหม่” กันต่อ การที่เป็นปีใหม่ มันมีคำว่า “ใหม่” หลายๆ คนถึงคิดว่ามันเป็นโอกาสในการเริ่มต้นทำอะไรดีๆ ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาชีวิตตัวเอง หรือบางคนก็คิดว่าปีใหม่คือโอกาสใหม่ที่จะเกิดเรื่องดีๆ เข้ามาบ้าง หลังจากที่อาจซวยซ้ำซาก หรือชีวิตไม่ได้ดังใจจากปีเก่าไปแล้ว…ง่ายๆ คือก็มีคนที่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรกับรออะไรที่มันจะเปลี่ยนแปลงที่จะเข้ามา คนกลุ่มหลังนี่เขาก็คงชอบดูดวง ดูปีชง

เรื่องความเชื่อนี่จะไปว่าใครไม่ได้หรอก ถ้ามันไม่เลยเถิดขนาดเอาตัวเอง เอาทรัพย์สินเข้าแลก ง่ายๆ คือ “ยังนับถืออย่างมีสติ” ให้คิดเสียว่าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเขา เป็นเรื่องของความเชื่อ ที่เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคนที่ควรจะได้รับการปฏิบัติต่อกันอย่างมีเกียรติ แต่อย่างที่บอก คือถ้ามันเลยเถิดก็ต้องเตือนสติกันหน่อย

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงมันจะเห็นผลต่อเมื่อเป็น “การพัฒนาตัวเอง” ที่เราลุกขึ้นมาจัดการอะไรๆ ให้ชีวิตตัวเอง ซึ่งการพัฒนาตัวเองตอนนี้ที่เห็นว่า เป็นเทรนด์ฮิตอันหนึ่งน่าทำตาม คือ “เทรนด์สุขภาพดี” การดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร ดูตามอินสตาแกรม เดี๋ยวนี้หนุ่มๆ สาวๆ หุ่นดีๆ เช็คอินถ่ายรูปตัวเองกล้ามชัดโชว์กันใหญ่ หรืออีกอันหนึ่งที่ฮิต คือ “การวิ่งมาราธอน” สังเกตดูเดี๋ยวนี้แทบจะจัดกันทุกสัปดาห์ เปิดดูโซเชียลมีเดียเช้าๆ หลายคนก็จะเห็นเพื่อนในโซเชียล ของเราอวดการวิ่ง อวดเหรียญที่ได้รับมาหลังจากวิ่งเสร็จเมื่อตอนสายๆ

การทำสุขภาพให้ดี มันก็เป็นอะไรที่ได้กับตัวเราเอง ปัจจุบันนี้รัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับเรื่องการรักษาสุขภาพมากขึ้น แต่ในสไตล์ของรัฐก็มารูปแบบเดิมๆ คือการออกกฎเกณฑ์มาบังคับใช้ เช่นที่เพิ่งออกไปล่าสุดเมื่อไม่นาน คือเรื่อง “การขึ้นภาษีน้ำตาล” ทำให้ราคาเครื่องดื่มผสมน้ำตาลแพงขึ้น อันนี้ก็เพราะรัฐอ้างว่า การบริโภคน้ำตาลมากทำให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน กลายเป็นภาระทางด้านสาธารณสุขในการต้องดูแล

เห็นว่ากำลังจะมีกฎเกณฑ์ควบคุมอาหารที่ใช้ “ไขมันทรานส์” ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพหลอดเลือดหัวใจ ความดัน ไขมันทรานส์เขาก็ใช้กันมากในพวกฟาสต์ฟู้ด ซึ่งก็อย่างว่า…ถ้าเรามีความรู้และตระหนักถึงปัญหาโภชนาการได้เอง บางทีกฎเกณฑ์เหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้องออกมาให้คิดกันว่า “รัฐบาลเยอะสิ่ง” และปัญหาสุขภาพของคนๆ หนึ่งก็ไม่ใช่ว่าเป็นภาระแต่แค่รัฐ มันรวมไปถึงคนรอบข้าง ครอบครัว คนในวัยแรงงานที่ป่วยก็ทำงานได้ไม่เต็มที่

“การพัฒนาตัวเอง” อีกอย่างหนึ่งที่น่าจะส่งเสริมให้เป็นเทรนด์เหมือนสุขภาพ คือเรื่องการทำความเข้าใจกับโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค การรับรู้ รับฟังเรื่องอะไรอย่างรอบด้านเสียก่อนจะปลงใจเชื่อ โลกอินเทอร์เน็ตที่ข้อมูลข่าวสารมาไว บางทีก็ทำให้เราขาดการไตร่ตรองก่อนเชื่อ หลายคนที่เป็นลักษณะว่า “เชื่อไปก่อนเพราะเห็นมีรูปประกอบ” หรือ “เชื่อได้เพราะว่ามันสอดคล้องกับความเชื่อและทัศนคติเดิมของตัวเราเอง”

การด่วนเอาอคติตัดสินไปก่อน บางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องดี เรียกว่าทำให้ “เงิบ” เอาง่ายๆ ก็ไม่ต้องดูไหนไกล คดี “แพะจอมทรัพย์” นั่นไง คนเชื่อเพราะอคติกับตำรวจ โดยไม่สนใจเรื่องความรัดกุมของการทำสำนวนคดี ไอ้เรื่องเงิบทีหลังนั้นยังไม่เท่าไร แต่บางทีเชื่อไปแล้วเกิดการตัดสินใจผิดๆ มันอาจส่งผลไปถึงชีวิตเอาง่ายๆ

“ปีใหม่” ก็น่าจะเปลี่ยนมุมคิดตรงนี้ ไตร่ตรองอะไรให้ดีๆ มากขึ้น ไม่เชื่อง่าย ไม่แพร่ขยายข้อมูลอะไรที่มันอาจไม่ถูกต้อง หาข้อมูลให้รอบด้าน ก็อยากพูดถึง 2เรื่องที่ถ้าลองปรับใช้ จะทำให้ชีวิตดีขึ้นเยอ