คางทูม

“คอลัมน์นี้ จะสอนให้รู้จักอาการและโรคต่างๆ รวมทั้งวิธีตรวจร่างกายด้วยตนเอง ซึ่งผู้อ่านนำไปไปปฎิบัติได้เลยหรือ ภายหลังจากที่ได้ฝึกจากผู้รู้สักครั้งสองครั้ง เราจะนำมาเสนอเป็นประจำทุกครั้ง”

คางทูม

ท่านผู้อ่านครับ ท่านเคยสงสัยหรือไม่ว่า คนที่เป็นคางทูม ถ้าให้คนที่เกิดปีขาล (เสือ) เขียนอักษรจีนว่า “….” (เป็นภาษาแต้จิ๋วอ่านว่า “โฮ่ว” ภาษาจีนกลางอ่านว่า “หู่” ซึ่งแปลว่า “เสือ” ทั้งสองคำ) ด้วยหมึกจีนไว้ตรงที่คางทูม ทำไมจึงหาย

ครับ ข้อนี้อธิบายได้ง่ายนิดเดียว

ก็เพราะ เจ้าโรคคางทูมนี้ เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เข้าไปทำให้มีการอักเสบที่ต่อมน้ำลายข้างหู (parotid gland) จึงทำให้คางบวมเหมือนคางทูม (ดูรูปที่ 1,2) คนไทยเราจึงเรียกว่า “คางทูม” ช่างตั้งชื่อได้เหมาะเชียวครับ)

ท่านที่อ่านหมอชาวบ้านมาตลอดก็คงจะเข้าใจใช่ไหมว่า โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสนั้น เป็นเองหายเอง หรือไม่ก็ตายเอง พิการเอง คือ โรคมันจะดำเนินไปตามธรรมชาติของมันเอง ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ ความรุนแรงของโรค ความแข็งแรงและการปฏิบัติตัว ของคนไข้ประกอบกันเข้าด้วย ไม่มียาใดๆ ที่สามารถเข้าไปฆ่าเจ้าเชื้อไวรัสได้ ไม่เหมือนกับเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือเชื้อพยาธิที่มียาปฏิชีวนะ ไปฆ่ามันได้

โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส หากไม่เกิดโรคแทรกซ้อน จะเป็นเองหายเองเสียส่วนใหญ่ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หัด อีสุกอีใส คางทูม เริม งูสวัด ท้องเดินที่เกิดจากไวรัส ตับอักเสบจากไวรัส (หรือโรคดีซ่าน)

พวกนี้เพียงแต่ให้ยารักษาตามอาการ บำรุงร่างกายด้วยอาหารที่มีโปรตีนมากๆ เช่น พวก เนื้อ นม ไข่ และพักผ่อนให้เต็มที่ ก็หายเองได้

โรคที่เกิดจากไวรัสบางชนิดอาจทำให้พิการ หรือมีอาการรุนแรงได้ เช่น โปลิโอ ไข้เลือดออก สมองอักเสบ แต่มีอยู่โรคหนึ่งถ้าเป็นแล้วต้องต่อโลงแน่ๆ คือ โรคพิษสุนัขบ้า (โรคกลัวน้ำ หรือโรคหมาบ้า) ไงละครับ ดังนั้น คนที่เป็นคางทูม จะเขียน “เสือ” หรือจะทำอย่างไร ก็หายได้

แล้วรักษาอย่างถูกต้องละมีไหม

มี ก็คือ พักผ่อน บำรุงร่างกายให้ยาลดไข้แอสไพริน หรือพวกพาราเซตาม่อล สำหรับเด็กให้กิน ½ เม็ด ถึง 1 เม็ด ผู้ใหญ่กิน 2 เม็ด เวลามีไข้ให้กินซ้ำได้ทุก 6 ช.ม.

ในเด็กเล็กถ้าตัวร้อนจัด ควรเช็ดตัวด้วยน้ำเย็นหรือน้ำอุ่น และยากันชัก พีโนบาร์บิทอล (ขนาด 30 มิลลิกรัม ราคาเม็ดละ 10 ส.ต.) ½ -1 เม็ด กินซ้ำได้ทุก 12 ช.ม. ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ใดๆ และไม่ต้องไปฉีดยาให้เจ็บตัว และให้เสียสตางค์เปล่าๆ หรือใครจะรักษาตามแบบพื้นบ้าน ของจีนดังกล่าวก็ไม่เป็นไรครับ ดีเสียอีกที่ไม่ต้องไปตกเป็นเหยื่อของหมอที่ชอบฉีดยา และเอาสตางค์ท่าเดียว และได้สอบถามหมอจีนดูแล้ว เขาว่าหมึกจีนนั้นเป็นยาที่เย็น สามารถช่วยลดอาการอักเสบได้

การเขียนเป็นตัว “เสือ” ก็เป็นเพียงเคล็ดอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าเขียน “เสือ” ไม่เป็น จะใช้หมึกจีนทาป้ายเฉยๆ หรือเขียนเป็นตัวอื่นก็คงจะได้ หากสนใจก็ลองดูกันเถอะครับ ปกติคางที่บวมจะหายภายใน 7-10 วัน หากใช้หมึกจีนรักษา แล้วหายได้เร็วกว่านี้ ก็อย่าลืมช่วยเขียนมาให้หมอชาวบ้านทราบด้วยนะครับ

ที่สำคัญก็คือ แม้ว่าโรคนี้จะหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ แต่บางรายก็อาจมีโรคแทรกได้ ในผู้ชายจะเป็นที่ลูกอัณฑะ ทำให้เกิดอักเสบปวดบวมอย่างแรง มักเป็นในคนหลังวัยแตกเนื้อหนุ่มมากกว่าในเด็ก แต่ก็โชคดีที่มักเป็นเพียงข้างเดียว โอกาสที่จะทำให้อัณฑะฝ่อ กลายเป็นหมันไปจึงมีน้อย

ในผู้หญิงอาจทำให้รังไข่ อักเสบมีอาการเจ็บที่ท้องน้อยอย่างรุนแรงนอกจากนี้ทำให้ตับอ่อน อักเสบ มีอาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน เยื้อหุ้มสมองอักเสบ (มีอาการปวดหัวคลื่นไส้อย่างรุนแรง) แต่โอกาสที่จะเกิดโรคแทรกแบบนี้น้อยมาก

หากเป็นคางทูมแล้ว มีอาการปวดบวมที่ลูกอัณฑะ ปวดท้องอย่างรุนแรง หรือปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง ก็ควรจะปรึกษาหมอดีกว่า ถ้าเป็นโรคแทรกจากคางทูมจริงหมอก็คงจะให้การรักษาไปตามอาการเช่นเดียวกัน บางครั้งก็อาจให้ยาแก้ปวดหัวอย่างแรง เช่น เพร็ดนิโซโลนมาให้กิน 3-4 วัน

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นคางทูม

คนที่มีอาการปวดบวมที่บริเวณข้างหูและขากรรไกร (ดูรูปที่ 1,2) ร่วมกับมีอาการไข้ โดยไม่มีอาการปวดฟัน ฟันผุ เหงือกอักเสบ ไม่มีอาการเจ็บในลำคอ เมื่ออ้าปากดูแล้ว ต่อมทอนซิลไม่โตและแดงเป็นหนองก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นคางทูม

โรคนี้พบได้มากในเด็ก 6-10 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี หรืผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี มักจะไม่ค่อยเป็นกัน เรามักพบว่า มีคนข้างเคียงด้วย (คือ ถ้าเราเป็น เพื่อนที่อยู่ใกล้เราหรือญาติพี่น้องที่อยู่ใกล้เรามักจะเป็นด้วย) เพราะเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง ติดต่อโดยการสูดเอาเสมหะ น้ำมูกของคนที่เป็นเข้าไป คางที่บวมนี้ จะบวมข้างหนึ่งข้างใดก่อน แล้วอีก 4-5 วันตามมาจะบวมอีกข้างหนึ่ง

เมื่อเป็นคางทูม ให้เอาไฟฉายส่องที่กระพุ้งแก้ม ที่บริเวณตรงกับฟันกรามบนซี่ที่ 2 จะพบว่า มีจุดบวมแดงเกิดขึ้น (ดูรูปที่ 3) เพราะมันเป็นตำแหน่ง ที่ท่อน้ำลายเปิดเมื่อท่อน้ำลายอักเสบ จึงมีลักษณะบวมแดง ให้เห็นชัดกว่าปกติ นอกจากให้ การดูแลรักษาตามวิธีดังกล่าวแล้ว ควรแยกคนไข้ไม่ให้ปะปนหรือเล่นหัวกับผู้อื่น จนกว่าอาการบวมที่คางจะหายไปเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้ไปติดต่อคนอื่นๆ ต่อไป
/หมอชาวบ้าน